วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565

การเรียนรู้ครั้งที่12

 สรุปรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู

แนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind’s Parenting Styles

การจะพัฒนามนุษย์ให้เป็นประชากร ที่มีคุณภาพมีปัจจัย 2 ด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1) ปัจจัยด้านพันธุกรรม และ 2) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม โดยพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดขีดความสามารถหรือแนวโน้มของพัฒนาการ ส่วนสภาพแวดล้อมจะเป็นตัวผลักดันทำให้พัฒนาการนั้นเร็วหรือช้า โดยเฉพาะรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ถือได้ว่าเป็นปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลสูงต่อพัฒนาการมนุษย์ 

Baumrind ได้ทำการวิเคราะห์แบ่งองค์ประกอบพฤติกรรมของ บิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรออกเป็น 2 มิติ กว้างๆ คือ  1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา(Controlling / Demand) และ 2. มิติการตอบสนองความรู้สึกเด็ก (Responsive) เขาได้ผสมผสาน 2 มิติดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่(Authoritative Parenting Style) 

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม(Authoritarian Parenting Style) 

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style)

ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind และได้จำแนกรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบที่ 4 เพิ่ม คือ

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style)

สรุปเป็นตารางได้ดังนี้


จากผลสรุปในงานวิจัยพบว่า รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพ ที่สามารถหล่อหลอมให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ที่มีความสามารถในการปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม มีความสามารถในการกำกับตนเอง ตลอดจนมีพัฒนาการ ทางอารมณ์ที่ดีได้นั้น ก็คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ เนื่องจากเป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ผสมผสานระหว่างมิติการตอบสนองความรู้สึกของเด็ก และมิติการควบคุมพฤติกรรมของเด็กได้อย่างดี ส่วนรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู 3 แบบที่เหลือ ได้แก่ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง ล้วนเป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลทางลบต่อเด็ก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมก็ยังมีลักษณะทางบวกได้อยู่ คือ มีการควบคุมตนเองสูง มีวินัยสูง และมีความซื่อสัตย์สูง


การเรียนรู้ครั้งที่11



 กลุ่มดิฉันได้เลือกกิจกรรมให้กับเด็กอายุ1-2ปี มีพัฒนาการเริ่มควบคุมการทำงานของร่างกาย หัดยืนด้วยตัวเอง หยิบจับสิ่งของเล็กๆน้อยๆ มีความสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น อยากรู้และอยากเห็น

ชื่อกิจกรรม”โยนดีดีมีรางวัล”

จุดประสงค์ 1.นำสิ่งของเหลือใช้มาประดิษฐ์ให้เกิดประโยชน์ 2.ฝึ ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ 3.ฝึกการกะระยะ

อุปกรณ์ 1.ขวดน้ำ 4 อัน 2.ลูกปิงปอง 3.กล่องกระดาษ 4.กระดาษสี

วิธีทำ นำขวดทั้งสี่ใบมาตัดให้เท่าๆกัน และนำกระดาษสีมาแปะที่ขวดน้ำ ตกแต่งขวดน้ำให้สวยงาม

วิธีการเล่น นำขวดทั้งสี่นำขวดทั้งสี่ใบเรียงกัน เว้นระยะห่างเท่าๆกัน แล้วนำลูกปิงปองให้เด็กโยนเข้าไปในขวดน้ำ

ประโยชน์ ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือ ฝึกการกะระยะ ฝึฝึกการสังเกตรูปทรง



การเรียนรู้ครั้งที่10




 ให้แบ่งกลุ่มแล้วช่วยกันออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 3 ช่วงวัย ได้แก่ 

        1.พัฒนาการในช่วงแรกเกิด - 1 ปี 

        2.พัฒนาการในช่วง 1 - 2 ปี 

        3.พัฒนาการในช่วง 2 - 3 ปี 

            ลงในกระดาษโดยใช้หัวข้อดังนี้ ชื่อกิจกรรม วัตถุประสงค์ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ ขั้นตอนการทำ วิธีการเล่น และประโยชน์ของกิจกรรม


วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2565

การเรียนรู้ครั้งที่9


 อาจารย์ให้ทำงาน การออกแบบกิจกรรม สำหรับเด็กปฐมวัยในแต่ละช่วงวัยเริ่มตั้งแต่เด็กอายุแรกเกิด-3ปี  เป็นแผนภาพต้นไม้ เป็นรายบุคคล 

การเรียนรู้ครั้งที่8


 อาจารย์ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่ม และให้นักศึกษาหาเนื้อหาเรื่องการออกแบบกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย เริ่มตั้งแต่เด็กอายุแรกเกิด-3ปี 

การเรียนครั่งที่7


 ทำงานกลุ่มหัวข้อ สื่อในการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มหนูจะมีหัวข้อทั้งหมด 6 หัวข้อ ได้แก่ กิจกรรมเคลื่อนไหวและการเข้าจังหวะ กิจกรรมส่งเสริมประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมการศึกษา กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมเล่นตามมุม 

การเรียนรู้ครั้งที่16

  วันนี้อาจารย์ได้มีการพบปะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการสอบว่าจะออกประมาณไหน ควรเขียนอย่างไร และพูดเรื่องการทำ Blog ว่าควรทำอย่างไรให้พร้อมกับการ...